ตะกร้าสินค้า

ไม่พบสินค้าในรถเข็น

อาหารต้านโรค

การแพทย์ชีวโมเลกุล

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

หลักของการแพทย์ชีวโมเลกุล (Biomolecular medicine) คือ เซลล์ของสัตว์ สามารถไปซ่อมเซลล์ของมนุษย์ตรงตามอวัยวะเดียวกันได้ เช่น เซลล์ตับไปซ่อมตับ เซลล์สมองไปซ่อมสมอง เซลล์หัวใจไปซ่อมหัวใจ เป็นต้น (มีการพิสูจน์โดยใช้เซลล์อาบรังสี (Labeled cell) ในสัตว์ทดลอง เป็นที่ยอมรับทางวิชาการ)

โดยพบว่าสัตว์ที่ยังไม่เกิด คือภาวะที่ยังคงอยู่ในท้อง (unborned fetus) จะยังไม่ก่อปฏิกิริยาภูมิแพ้ อีกทั้งมีการสลายแยกนิวเคลียส และผนังหุ้มเซลล์ ซึ่งอาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันออกไปได้ ทำให้ไซโตพลาสซึมส่วนที่เหลือ เป็นเพียงส่วนของเซลล์ในรูป “xenogenic peptide” ซึ่งยังมี mRNA ที่สามารถจดจำอวัยวะของตนได้

เมื่อร่างกายได้รับชีวโมเลกุล (xenogenic peptide) กลุ่มอวัยวะใด ไม่ว่าฉีดหรือกิน ก็จะมีการวิ่งไปซ่อมแซม เฉพาะอวัยวะนั้น ซึ่งอาจใช้เวลา 1 – 3 เดือน แต่จะพบผลตอบรับเบื้องต้น ที่รู้สึกได้ว่าดีขึ้น ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ดังนั้นหากใช้เซลล์องค์รวมคือ หลายอวัยวะรวมกัน ก็เป็นการบำรุง ซ่อมแซมเซลล์ทั่วร่างกาย เหมาะกับการบำรุงสุขภาพเป็นพื้นฐาน จากนั้นหากมีอวัยวะใดบกพร่อง เกิดโรคเฉพาะ ก็เพิ่มเซลล์ของอวัยวะนั้นเป็นพิเศษ

ขบวนการเซลล์ซ่อมเซลล์นี้ เป็นขบวนการทางชีวภาพที่ปราศจากสารเคมี จึงมีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เคยพบอาการแพ้

เป็นการรักษาโรคที่ต้นเหตุ คืออวัยวะที่เสื่อมกลับฟื้นสภาพแข็งแรง ผลคือหายจากอาการผิดปกติ ทำให้ชีวิตยืนยาวอย่างสดชื่นสมบูรณ์

การแพทย์ชีวโมเลกุลจึงเป็นสุขภาพพื้นฐาน ที่สำคัญยิ่งยวด

เซลล์ที่ได้รับการซ่อมบำรุง จะกลับสู่สภาพเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยสามารถแบ่งซ่อมตัวเองได้อีก 10 – 15 รอบ (วงจรชีวิตรอบละ 2 ปี หากได้อาหารสมบูรณ์ ปราศจากสารพิษทำลาย หรือถูกทำร้ายด้วยอุบัติภัยภายนอก)

แปลว่าผู้เป็นโรคทุกอวัยวะ สามารถซ่อมได้ ไม่ว่าสมองเสื่อม พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคข้อ กระดูก เนื้อเยื่อ เซลล์กล้ามเนื้อ คอลลาเจน โรคตับ ไต ม้าม หัวใจ ฯลฯ ด้วยหลักคิดง่ายๆ ในเบื้องต้นว่า ใช้เซลล์องค์รวมบวกอวัยวะที่ป่วยอยู่

แปลว่าในกรณีชะลอชรานั้น การซ่อมบำรุงตั้งแต่อายุ 25 ย่อมคงความเป็นหนุ่มสาวสดใส ได้ยืนยาวกว่า ชัดเจนกว่าการใช้เมื่ออายุมากเกิน !

ดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อ ลวงโลก แต่เป็นสิ่งที่ถูกค้นพบมากว่า 70 ปี ในหลักการพื้นฐาน แล้วพัฒนาการ ต่อยอด เทคนิคความปลอดภัย จนได้สิ่งที่นำมากล่าว ตลอดจนจดทะเบียนสิทธิบัตรไว้แล้ว

หลายท่านไม่กลัวตาย ไม่อยากอายุยืน แต่สิ่งที่ทุกคนไม่อยากพบคือ การที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างพิกลพิการ ประสาทเสื่อม เดินเหินไม่ได้ เจ็บโน่นปวดนี่ แต่ก็ไม่ตายสักที เป็นภาระเดือดร้อนแก่ลูกหลานผู้ใกล้ชิด

ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดคือ ให้เซลล์ตายแบบ Apoptosis (คือ ตายแบบดับสวิทซ์ โดย gene ได้ตั้งโปรแกรมไว้แล้วเมื่อถึงเวลา เป็นการสิ้นอายุขัยของทุกอวัยวะลงพร้อมกัน จึงไม่ทนทุกข์ทรมาน ไม่ต่อสู้ดิ้นรน ทุรนทุราย หรือเป็นการละสังขารในผู้มีบุญนั่นเอง) ซึ่งน่าจะเป็นวิธีตายในอุดมคติ

ประวัติของชีวโมเลกุล เริ่มเมื่อปีค.ศ.1931 ศ.นพ.พอล นีฮาน ศัลยแพทย์ชาวสวิส ได้นำน้ำที่ได้จากการบดเซลล์ต่อมพาราไทรอยด์จากสัตว์ ฉีดเข้าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง จนเข้าสู่ภาวะวิกฤติของชีวิต เนื่องจากถูกตัดต่อมพาราไทรอยด์ทิ้งไปโดยบังเอิญ จากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ครั้งก่อน ผลปรากฏว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคชักเกร็งได้ เขาเรียกการรักษาชนิดนี้ว่า Live cell therapy

หลังจากนั้นการแพทย์ในยุโรปโดยเฉพาะเยอรมัน ก็ได้พัฒนา และพิสูจน์ได้ว่าน้ำที่ได้จากการบดเซลล์หนึ่งจะไปซ่อมแซมเซลล์ชนิดเดียวกัน เช่น เซลล์ตับก็จะไปซ่อมแซมตับ ทฤษฎีนี้เรียกใหม่ว่า Cell Heal Cell

กลายเป็นที่ฮือฮาในบุคคลชั้นสูง ว่าแพทย์ประสบผลสำเร็จในการรักษาโรคที่สิ้นหวังแล้ว และขยายผล มีการพัฒนาการต่อยอดความรู้ ด้านเทคโนโลยีการเตรียมผลิตภัณฑ์ตลอดมา แต่ยังไม่ถึงบุคคลทั่วไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษา แพงมหาศาล (มาถึง ณ เวลานี้ ที่จัดว่าถูกลงมากแล้ว ก็ยังต้องอ้าปากค้างในผู้คนส่วนใหญ่)

ชื่อเสียงของ Live cell therapy ในระยะเริ่มแรก โด่งดังเมื่อนพ.พอล นีฮาน ตัดสินใจรับรักษาองค์สันตะปาปา Pius ที่ 2 ซึ่งป่วยหนัก หมดหนทางรักษาโดยแพทย์หลวงทั้งหลาย เมื่อได้วิธีเซลล์ซ่อมเซลล์ ก็พลิกฟื้นคืนสภาพได้

ในยุคนั้นคนดังอย่าง ชาลีแชปปลิ้น, ประธานาธิบดีคอนราด อาดีนาว แห่งเยอรมัน, วินสตันเชอร์ชิล แห่งอังกฤษ, นายพลชาลส์ เดอโกล แห่งฝรั่งเศส, ดไวท์ไอเซนฮาว แห่งอเมริกา, องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโต แห่งญี่ปุ่น, กษัตริย์มอรอคโค, กษัตริย์ซาอุดิอาราเบีย, กษัตริย์เยเมน ล้วนเป็นบุคคลที่เข้ารับการรักษาด้วย Cell therapy ในเยอรมันมาแล้วทั้งสิ้น

ความยิ่งน่าเชื่อถือในการแพทย์ชีวโมเลกุล เกิดขึ้นเมื่อ ดร.โบลเบล ได้รับรางวัลโนเบล ด้านการแพทย์เกี่ยวกับ Peptide ใน ค.ศ. 1999 (2542)

แม้แต่ประเทศโรมาเนีย ต้นตำรับชะลอแก่ ก็เปลี่ยนมาใช้ชีวโมเลกุลเซลล์ซ่อมเซลล์ ในปัจจุบันนี้

นายแพทย์เฉก ธนะศิริ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทย และ“ชมรมอยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข” ได้เขียนคำนิยม ยอมรับในความมหัศจรรย์ ตลอดจนผลการรักษา พญ.วิลิศ ภริยา ที่ต้องนั่งรถเข็น เป็นเดินเหินได้

ดร.นัยพินิจ คชภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและประสาท ม.มหิดล กล่าวว่า การใช้ยานั้นล้าสมัยเสียแล้ว โลกกำลังหันมาใช้เซลล์รักษาโรค

หลายนายกรัฐมนตรีไทย และบุคคลที่อายุยืนยาวอย่างสง่างามก็ใช้บริการ เซลล์ซ่อมเซลล์นี้

ในอเมริกาเพิ่งฮือฮาเรื่อง สเต็มเซลล์ ซึ่งยังอยู่ห่างไกลความสำเร็จ ในขณะที่เยอรมันซุ่มวิจัยเงียบๆ มา 70 กว่าปี รัสเซียก็เริ่มหลังเยอรมันประมาณ 30 ปี ความล้ำหน้าที่ผู้วิจัยในเยอรมันพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ใช้ได้ผลโดยไม่มีการแพ้ คือ เทคโนโลยี การลอกเอาเยื่อบุเซลล์ และนิวเคลียส ออกหมดจนเหลือแต่ไซโตพลาสซึมที่เป็น peptide และวิธีเลี้ยงสัตว์ในเขตปราศจากมลพิษอย่างพิถีพิถัน อีกทั้งเป็นแห่งเดียวที่รับประกันผลิตภัณฑ์ว่าปลอดเชื้อวัวบ้า

สมญาที่ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับคือ เป็น “Hope for the Hopeless”

ทว่ามันจะมีประโยชน์อันใดที่ฟังว่าคนนั้นคนนี้หาย แต่เรากระเป๋าหาย !

 

อันตรายมีไหม ?

ผลิตภัณฑ์ทำนองนี้เปรียบเสมือนพ่อครัวปรุงอาหารพิเศษ จึงเป็นเรื่องของต้นทุนทางธุรกิจ คือ อันตรายต่อกระเป๋าเงิน อยู่ที่ว่าคุ้มค่าต่อการแก้ปัญหาไหม !

แพ้หรือไม่นั้นไม่น่าเป็นเพราะมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตเอานิวเคลียส และเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นตัวที่อาจก่ออาการแพ้ออกไป การเลี้ยงสัตว์ในสถานที่พิเศษ ทำให้ปลอดจากเชื้อวัวบ้า ไม่มีผลกระทบ หรือไปขัดขวางการทำงานของยาอื่น ไม่มีผลส่งเสริมเซลล์มะเร็ง เพราะมิใช่อาหารหลักของเซลล์มะเร็ง ตรงข้าม กลับไปเสริมความแข็งแรงให้เซลล์ปกติมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น

อาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยโรคชัก ว่าห้ามให้เซลล์ต่อมใต้สมอง เพราะอาจไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องได้

 

 

เข้าเป้า !

ดูเหมือนเราได้ก้าวข้ามปัญหาความปลอดภัย จากพิษหรือผลข้างเคียง แทรกซ้อนจากผลิตภัณฑ์ไปแล้ว หากไม่นับเรื่องเป็นผลิตภัณฑ์จากลูกวัว อันต้องห้ามในมังสวิรัติขั้นเทพแล้ว ก็คงเหลือความเสี่ยงอยู่ประการเดียว…เสียเงินแล้วได้ผลตามคำคุยหรือไม่ !

สิ่งที่จะลดความเสี่ยงคือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสรีรวิทยา ชีวเคมีทางการแพทย์ เพื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เซลล์ใดไปซ่อมอวัยวะใดได้ตรงประเด็น หรือโรคที่เป็นอยู่ น่าจะเป็นความเสื่อมหรือผิดปกติของเซลล์แห่งอวัยวะใด หรือก็คือ ต้องแม่นว่าอวัยวะใดมีกลไกบทบาทหน้าที่หลั่งสารเคมี ฮอร์โมน ไปกระทบผู้ใด ขาดเกินแล้วเกิดผลประการใด เช่น

ตับอ่อน เป็นผู้ผลิตอินซูลิน และน้ำย่อยไขมันในลำไส้ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องเน้นการซ่อมตับอ่อน ด้วยเซลล์สารสกัดจากตับอ่อน รวมถึงผู้ป่วยเก๊าท์ กรดไหลย้อน ขาดน้ำย่อยไขมัน

หากมีปัญหาของไตเสื่อมสมรรถนะ ปัสสาวะมีน้ำตาล โปรตีนไข่ขาว กรองสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับคืนร่างกายไม่ได้ ก็ต้องซ่อมแซมไตด้วยเซลล์สารสกัดจากไต โดยเฉพาะภาวะที่ต้องล้างไตเป็นประจำ ชีวโมเลกุลก็เป็นความหวังของทางรอด หรือยกระดับคุณภาพของไต โดยคาดหวังว่า ยังพอมีเนื้อไตหลงเหลืออยู่พอให้ซ่อม แล้วกลับมาทำหน้าที่ได้

ไทมัส ทำหน้าที่คล้ายสถานเลี้ยงดูเซลล์ที (T–cell) ทำให้เซลล์ที มีความจำเพาะแตกต่างกัน ต่อมไทมัสคล้ายกับกองบัญชาการ ซึ่งออกคำสั่งให้ทหารเหล่าต่างๆ ไปสู้รบ คือเป็นอวัยวะสำคัญเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาว ต่อมนี้ยังหลั่งฮอร์โมนควบคุมระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย หากถูกโจมตีจากสารพิษจนผิดเพี้ยนไปก็อาจสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ เช่น ทึกทัก เนื้อเยื่อปกติเป็นสิ่งแปลกปลอม เกิดเป็นภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (ภูมิเพี้ยน) เช่นโรคของไมแอสทีเนียแกรวิส สะเก็ดเงิน เอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) รูมาตอยด์ ไทรอยด์ อ่อนเพลียรุนแรงเรื้อรัง (fibromyalgia)

ผู้ที่เจ็บป่วยออดแอด เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้ทั้งหลาย ก็สันนิษฐานว่าเป็นปฏิกิริยาไวเกินของไทมัส

แต่ไม่ว่าสภาพของไทมัสจะขาดตกบกพร่อง หรือไวเกิน การซ่อมด้วยชีวโมเลกุลก็เป็นการปรับสภาพสู่สมดุล

ผิวหนังและกล้ามเนื้อ ที่เหี่ยวย่น หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ เซลลูไลท์ไขมันสะสม ขาดมวลกล้ามเนื้อ ก็ต้องการเซลล์ผิวเนื้อ ร่วมกับโกร์ทฮอร์โมน จากต่อมใต้สมอง และเอสโตรเจนจากรังไข่ไปบำรุง

ม้าม เป็นที่เก็บกักเลือด คอยกรองเม็ดเลือดแดงเป็นแหล่งผลิตและทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ตลอดจนของเสีย สารพิษของร่างกาย และยังกระตุ้นเซลล์บี ให้สร้างแอนติบอดี้ให้ได้ปริมาณมากๆ อีกด้วย มักเสื่อมไปตามอายุ ก็ต้องการการทะนุบำรุง

ตับ เป็นสุดยอดอวัยวะที่คงความสมดุลของกระบวนการชีวเคมีแลเอนไซม์ทั้งหลาย การกำจัดของเสีย การขจัดไขมัน โดยสร้างเป็นคอเลสเตอรอล ส่งไปใช้งานสร้างฮอร์โมนเพศ, บำรุงสมอง สร้างน้ำดีย่อยไขมันในลำไส้ เอนไซม์ที่มากผิดปกติในโรคเก๊าท์, ฝ้าเรื้อรัง จุดด่างดำ ล้วนเกิดจากความบกพร่องของตับ

ตลอดจนอัตราเผาผลาญ สร้างพลังงาน ลดไขมัน ขจัดไขมันเลว คอเลสเตอรอลสูง…ล้วนอยู่ในกระบวนการทำงานของตับ

อัณฑะ เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนเทสโตสเทอโรน และอสุจิ…แน่นอนว่า หากบกพร่องไป ย่อมก่อปัญหาหย่อนสมรรถภาพ เชื้ออสุจิลดจำนวน

ต่อมหมวกไต เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนตอบรับหรือต่อต้านความเครียดทั้งหลาย ดูเหมือนการเกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า บ่งบอกความบกพร่องของต่อมหมวกไต อวัยวะนี้จึงเกี่ยวข้องครอบคลุมกับหลายๆ ปัญหาตั้งแต่ ไมเกรน ปวดท้องเมนส์ ภูมิเพี้ยน ความดัน เก๊าท์ นอนไม่หลับ กระดูกพรุน ฯลฯ คอร์ติโซลที่สูงไป ยังขัดขวางอินซูลิน ทำให้ดื้ออินซูลิน ผลคืออ้วน…เบาหวาน

การซ่อมต่อมหมวกไตด้วยชีวโมเลกุล เป็นการปรับ (regulate) ต่อมหมวกไตให้เข้าสู่ปกติ ไม่ว่าต่อมจะผลิตฮอร์โมนมากหรือน้อยไปก็ตาม

สมอง เป็นอวัยวะสั่งการ จดจำข้อมูลต่างๆ เมื่อเสื่อมไป ย่อมเกิดผลตามมา เช่นขาดความรู้สึกทางเพศ (หย่อนสมรรถภาพ) ความจำเสื่อม พาร์กินสัน อัมพฤกษ์ อัมพาต การซ่อมเซลล์สมอง จึงเป็นคำตอบ

ต่อมไพเนียล หรือต่อมเม็ดสน เป็นผู้ผลิตซีโรโทนิน อันเป็นสารตั้งต้นของเมลาโทนิน ช่วยในการนอนหลับ ซีโรโทนินยังเป็นสารแห่งความสุข ความคิดสร้างสรรค์ ไพเนียลที่ขาดตกบกพร่องเสื่อมสภาพไป น่าจะเป็นบ่อเกิดโรคซึมเศร้า นอนไม่หลับอีกด้วย

ต่อมใต้สมอง เปรียบเสมือนกัปตันทีมของต่อมต่างๆ เป็นผู้หลั่งฮอร์โมนหลายชนิดที่ไปกระตุ้น รังไข่ ไทรอยด์ อัณฑะให้สร้างฮอร์โมนเพศ กระตุ้นต่อมหมวกไต ให้สร้างสารสเตียรอยด์ ฮอร์โมนต้านความเครียด โกร์ทฮอร์โมน…ฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาว จึงเกี่ยวข้องมากมายกับหลายปัญหาที่ต่อมใต้สมองเสื่อม หลั่งฮอร์โมนขาดตกบกพร่องไป เช่น ระดับผิดปกติไม่สม่ำเสมอ ของฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ทำให้เกิดภาวะเก๊าท์ เซลลูไลท์ วัยทอง กระดูกพรุน ต่อมน้ำนมไม่เจริญเท่าที่ควร (อกเล็ก) ประจำเดือนมาผิดปกติ ปวดท้องเมนส์ ไมเกรน

รังไข่ เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยทำงานตอบรับต่อมใต้สมอง ปัญหาผิวบางในเซลลูไลท์ อก(ไม่)อึ๋ม ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก กระดูกพรุน วัยทอง ล้วนต้องพึ่งพารังไข่เป็นองค์ประกอบ ร่วมกับอวัยวะเป้าหมาย

รังไข่กับต่อมใต้สมอง เป็นอาวุธสำคัญของการชะลอชราทั้งหลาย เหนือกว่าการฉีดโกร์ทฮอร์โมน หรือทาฮอร์โมนจากรกสัตว์ อีกทั้งปราศจากอันตรายจากสารก่อมะเร็ง ไม่เกิดการเสพติดเหมือนการฉีด เนื่องจากเป็นการผลิตฮอร์โมนจากแหล่งผลิตธรรมชาติ ไม่เกิดอาการขาดยาแล้วเหี่ยวย่นทันตาเห็น ทำให้สถาบันชะลอชราทั้งหลายเปลี่ยนจากการฉีดยาฮอร์โมน มาใช้เทคนิคเซลล์ซ่อมเซลล์กันถ้วนหน้า แม้แต่โรมาเนีย ประเทศต้นตำรับชุบชีวิตชีวาอาศรม

หัวใจ นั้นเป็นแหล่งรวมของระบบหลอดเลือด กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด โรคของหัวใจหลอดเลือด ความดันเลือดสูง ไมเกรน ตลอดจนริดสีดวงทวารก็น่าจะพิจารณาซ่อมหลอดเลือดหัวใจ

อีกหนทางคือ วิเคราะห์เจาะลึกจากพยาธิสภาพ กลไกการเกิดของแต่ละโรคโดยละเอียด แล้วนำมาเป็นพื้นฐานแห่งการพึ่งตนเอง ลดความเสี่ยงให้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ! ดังตัวอย่างเรื่องเบาหวาน หากนำชีวโมเลกุลไปใช้กับเบาหวานชนิดที่ไม่มีเซลล์ตับอ่อนมาแต่เด็กก็คงไม่ได้ผล เพราะไม่มีเซลล์เป้าหมายให้ซ่อม…แล้วยังควรตระหนักว่า โรคเบาหวานในผู้ใหญ่นั้น นอกจากเป็นกับตับอ่อนแล้ว มันยังเกิดอันตรายกับตับและไต รวมถึงอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น หลอดเลือด สมอง ในระยะยาวจึงอาจต้องใช้เซลล์ของอีกหลายอวัยวะร่วมด้วย ตามแต่เหตุปัจจัยในผู้นั้น

ภาวะนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ หรือหลับไม่ลึก หายใจติดขัดจากการกรน (obstructive sleep apnea) ก่ออาการ “จึ๊กตื่น” ทำให้อ่อนเพลีย เสมือนนอนไม่พอ เมื่อใช้อวัยวะรวม + เซลล์สมอง + ไพเนียล + ต่อมหมวกไต และกล้ามเนื้อ ก็มักตอบสนองด้วยดี ในขณะที่อาหารบำรุงเซลล์พื้นฐานได้แก่ DHAน้ำมันปลา แมกนีเซียม โคลีนวิตามินบี เลซิทิน (มีในถั่วเหลือง) ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ก็เป็นหน่วยสนับสนุนที่จำเป็น

ส่วนสภาวะสมองไม่แล่น ในหนุ่มสาววัยทำงาน หรือ “Office syndrome” เช่น เฉื่อยชา ไม่กล้าตัดสินใจ บอกไม่ได้ว่าทำไมไม่ทำ ผัดวันประกันพรุ่ง หงุดหงิด เครียดซึมเศร้า มักมีความบกพร่องที่สมองใหญ่ (cerebrum) ก็ควรใช้อวัยวะรวม + เซลล์สมอง + ต่อมใต้สมอง

ในกรณีต้องการผลตอบรับเร็ว เช่น จะเข้าห้องสอบแข่งขัน หรืออาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ต้องการให้สมองแล่น ผู้มีประสบการณ์ชีวโมเลกุลแนะนำให้นำด้วย “heavy dose” คือ เซลล์สมอง + ต่อมใต้สมอง อย่างละ 3 เม็ด (อมใต้ลิ้น) ก่อนเข้าสนามสัก 15 – 30 นาที

แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผล 100% กับทุกรายไป เพราะปัจจัยพื้นฐานที่รุนแรงกว่าก็อาจเป็นตัวขัดขวางได้ในบางคน

อย่างไรก็ตาม ก็ดีกว่าการใช้ยากระตุ้นประสาททั้งหลาย ไม่เสพติด ไม่มีคาเฟอีน ไม่มีผลข้างเคียง หรือขัดกับยาที่ใช้ประจำ

ยกเว้นกรณีผู้ป่วยโรคชักอยู่ก่อน ที่ไม่ควรใช้เซลล์ต่อมใต้สมอง

 

เคยเห็นคนที่เคยใช้อาหารเสริมให้สดใส แต่พอหยุดใช้ เหี่ยวไปมากจนน่ากลัว ?

เป็นผลของการฉีดฮอร์โมนหนุ่มสาว (growth hormone) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายผิวพรรณคล้ายอยู่ในภาวะหนุ่มสาวชั่วคราว แต่เมื่อฉีดซ้ำบ่อยๆ ย่อมมีผลไปกดการทำงานปกติของต่อมใต้สมอง ทำให้ไม่ต้องทำงานผลิตฮอร์โมนนี้ ต่อมใต้สมองจึงอาจฝ่อลีบไป ดังนั้นเมื่อหยุดฉีดหรือ ระงับฮอร์โมนจากภายนอกกระทันหัน ร่างกายจึงกลับสู่สภาพขาดฮอร์โมน เกิดการทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

แต่วิทยาการเซลล์ซ่อมเซลล์ เป็นการบำรุงต่อมใต้สมอง ให้แข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมสร้างฮอร์โมนได้เอง จึงเป็นการบำรุงแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่เกิดภาวะการถอนยา สาระคือไปช่วยให้อวัยวะ สร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ แต่มิใช่การใส่ฮอร์โมนเข้าไปโดยตรง

เมื่อเซลล์ซ่อมเซลล์ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่เป็นอาหารให้อวัยวะที่สร้างฮอร์โมน จึงไม่ขัดข้องในการได้รับขณะมีเมนส์ และไม่มีผลต่อการหยุดกระทันหัน หรือมาไม่หยุดของประจำเดือนอีกด้วย

 

จะวัดผลว่าดีขึ้นได้อย่างไร ?

จากหลักของเซลล์ซ่อมเซลล์ เมื่อมีการซ่อมอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น สมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะรวม จึงน่าจะมีสิ่งเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ในเบื้องต้น เช่น

  1. ลองใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ คีบจับเส้นผมกระจุกหนึ่ง ค่อยๆ ดึงขึ้นมา ปกติจะหลุด 1 – 5 เส้น หากมากกว่านี้ ประกอบกับมีปมรากผมหลุดออกมากับเส้นผม น่าจะเข้าภาวะเสื่อมถอย (ชราภาพ)

    หลังจากใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ไป 7 – 10 วัน ลองจับดึงดูใหม่ หากน้อยลงอย่างเป็นนัยสำคัญ ก็น่าจะพอบ่งชี้ภาวะที่ดีขึ้นของร่างกายได้

  2. ลองสังเกตหรือถ่ายรูป ถุงใต้ตา ก่อนใช้ แล้วดูซ้ำหลังจากทานชีวโมเลกุลไป 10 วัน ดูว่าลดลงได้เพียงใด การลดเพียงเล็กน้อย (โดยปัจจัยร่วมอื่นๆ ปกติ) ก็น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงพัฒนาการได้

  3. สังเกตระดับหรือระยะเวลาการหลับ เช่น มักตื่นกลางดึก รู้สึกหลับไม่ลึก นอนตื่นแล้วก็ยังไม่สดชื่น หากใช้แล้วอาการดีขึ้น ก็เป็นนัยยะได้ว่า เกิดภาวะการซ่อมเซลล์สมอง หรือต่อมไพเนียลเป้าหมายได้ อย่างน้อยๆ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  4. ในกรณีของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ให้สังเกตอาการของนกเขา ก่อนใช้กับหลังใช้สารชีวโมเลกุลไป 7 – 10 วัน โดยเฉพาะช่วงตอนตื่นนอน ว่าเจ้าหนูลุกขึ้นแข็งตัวได้หรือไม่ หากอ่อนปวกเปียกปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น ก็อย่าเพิ่งออกศึกให้หน้าแตก หากพอปลุกขึ้น ก็แสดงว่าในส่วนสภาพร่างกาย มีความพร้อมใช้งานได้ระดับหนึ่ง เหลือเพียงการปรับสภาพจิต และกำลังใจ

  5. ในกรณีสูตรอกอึ๋ม ลองสังเกตทรวงอกที่แน่นเนื้อ คัดตึงขึ้น ควรวัดรอบอกก่อนใช้กับหลังใช้ไป 5 – 10 วัน ขนาดที่ขยายขึ้น 1 – 2 นิ้ว ถือเป็นสิ่งปกติ แต่จะหวังผลให้ใหญ่โต เหมือนการทำศัลยกรรม คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นก้อนเนื้อธรรมชาติของร่างกาย อยู่ได้อีกนานโดยไม่ก่ออาการแพ้

  6. ในกรณีแก้ปัญหากระดูกพรุน ก็ลองตรวจวัด ความหนาแน่นของมวลกระดูกก่อนใช้ แล้วตรวจซ้ำที่จุดเดิมหลังจากใช้ไป 10 – 30 วัน เป็นการเปรียบเทียบ เป็นต้น

  7. ในกรณีเช่น โรคสะเก็ดเงิน ซึ่งดีขึ้นโดยมิต้องทายาสเตียรอยด์ แม้จะไม่ทุกรายเต็มร้อย แต่ก็คุ้มค่าต่อการพิสูจน์ทราบ !

 

ทางเลือกหรือทางหลัก !

เซลล์ซ่อมเซลล์ มิใช่ทางเลือกของอาหารเสริม แต่เป็นสารหลัก ที่ไปเสริมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลาย ให้ทำงานเข้าเป้าหมายอย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากได้แต่สารเสริมอาหารกลุ่มวิตามินแร่ธาตุ ต้านอนุมูลอิสระ แต่เซลล์เจ้าเรือนหมดอายุขัย หรือมีเซลล์เหลืออยู่น้อย ก็อับจนหนทาง

ทำนองเดียวกัน แม้ได้อาหารประเภทเซลล์เข้าไปซ่อมเซลล์ ก็เพียงได้เซลล์ใหม่ที่แข็งแรงในเบื้องแรก แต่หากขาดซึ่งอาหารดีๆ ขาดการต่อต้านมลพิษทั้งหลาย เซลล์ใหม่ก็เสื่อมสภาพไปอยู่ดี จึงเป็นอาหารเซลล์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ตลอดจนภูมิชีวิตหลัก คือ จิตใจสงบ ไม่พบความเครียด และออกกำลังกายพอเหมาะ

ชีวโมเลกุลเซลล์ซ่อมเซลล์ จึงน่าจะเป็นหัวหอกทรงประสิทธิภาพ คุ้มค่าน่าใช้ในการซ่อมสุขภาพโดยเฉพาะโรคแห่งความเสื่อมของอวัยวะทั้งหลาย เมื่อหายได้ระดับที่น่าพอใจก็เลิกใช้ได้โดยไม่เกิดการติดยา

แล้วจึงบำรุงรักษาสุขภาพด้วยอาหารหลัก เช่น น้ำมันปลา แร่ธาตุ แมกนีเซียม ฮอร์โมนพืชจากถั่วเหลือง ตลอดจนทีมสารต้านอนุมูลอิสระ หากไม่สามารถเสาะหาผักผลไม้ ปลอดสารพิษ ได้เพียงพอตลอดทุกฤดูกาล

วิธีใช้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบกิน อมใต้ลิ้น หรือพ่นละออง ก็ได้ผลพอๆ กับแบบฉีด เพียงออกฤทธิ์ช้ากว่าเล็กน้อย แต่วิธีใช้ที่ผิด เช่น เอาแบบอมไปกลืนลงท้อง ก็ถูกน้ำย่อยกระเพาะทำลายฤทธิ์ไป

ส่วนชนิดกลืนนั้นได้เคลือบฟิล์มให้ผ่านกระเพาะไปดูดซึมในลำไส้ได้

เวลาที่เหมาะสมบริโภคก็ได้ตลอดเวลา ดูเหมือนว่า ก่อนหรือหลังอาหารสักสองชั่วโมง หรือขณะท้องว่าง, ตื่นนอนเช้าก็เหมาะสม

เซลล์ซ่อมเซลล์ ด้วยชีวโมเลกุล (Biomolecular medicine) มิใช่ผลิตภัณฑ์ที่ทำได้ง่ายๆ ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะ อีกทั้งเป็นสิทธิบัตรระดับโลก

เงินที่สูญเสียจึงควรคุ้มค่ากับความหวัง

นอกจากตรา, เลขทะเบียน อย.แล้ว ยังต้องระวังของปลอมหรือเลียนแบบแอบอ้าง สารพัด

 

สรุปข้อดีของการรักษาด้วยชีวโมเลกุล (xenogenic peptide)

  1. เป็น “Hope for the Hopeless” ในโรคที่สิ้นหวังใช้วิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล
  2. เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่รักษาตามอาการ เช่นเบาหวานใช้สารชีวโมเลกุลเข้าไปซ่อมแซมตับอ่อนโดยตรง
  3. ใช้ร่วมกับยาตัวอื่นได้ โดยไม่เป็นอันตราย
  4. ไม่เกิดอาการแพ้ การสะสม หรือผลแทรกซ้อนใดๆ ไม่ว่าในเด็กทารกหรือผู้ชรา
  5. เป็นการฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ เพราะความเจ็บป่วยของอวัยวะ มักเชื่อมโยงกัน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แม้จะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องตาย แต่การได้ตายแบบ Apoptosis คือ ละสังขารอย่างสงบน่าจะเป็นสุดยอดปรารถนา