ตะกร้าสินค้า

ไม่พบสินค้าในรถเข็น

ช็อคโกแลตซีสต์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

ภาวะที่มีเนื้อเยื่อบุมดลูก (endometrium) ไปเจริญเติบโตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ นอกเหนือจากเยื่อบุโพรงมดลูก ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ ผนังกล้ามเนื้อของมดลูก รังไข่ เยื่อบุช่องท้องของอุ้งเชิงกราน ท่อนำไข่ ผนังของลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ผนังช่องคลอด ปอดและเยื่อหุ้มปอด ฯลฯ

ชื่อพ้อง : Endometriosis, ประจำเดือนไหลย้อน, เยื่อบุผิวมดลูกงอกผิดที่

คืออะไร หมายถึงภาวะที่มีเนื้อเยื่อบุมดลูก (endometrium) ไปเจริญเติบโตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ นอกเหนือจากเยื่อบุโพรงมดลูก ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ ผนังกล้ามเนื้อของมดลูก รังไข่ เยื่อบุช่องท้องของอุ้งเชิงกราน ท่อนำไข่ ผนังของลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ผนังช่องคลอด ปอดและเยื่อหุ้มปอด ฯลฯ

อาการสำคัญคือ ปวดระดู มีเลือดระดูออกมากกว่าปกติ มีก้อนในอุ้งเชิงกราน และมีปัญหาการมีบุตรยากตามมา การเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามระดับฮอร์โมนของรอบเดือน

การวินิจฉัยอาจผิดพลาดได้ จำเป็นต้องประกอบกันหลายอย่าง ตั้งแต่ประวัติ อาการแสดง การตรวจด้วยเครื่องความถี่สูง ส่องกล้อง (Laparoscope) การตรวจชิ้นเนื้อ โรคที่อาจเกิดอาการแสดงคล้ายกัน คือ การอักเสบในอุ้งเชิงกราน ตั้งครรภ์นอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ มะเร็งของเยื่อบุโพรงมดลูก ตลอดจนอาการปวดประจำเดือน ของมันเอง

สาเหตุ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานหนึ่งคือ เมื่อเป็นเนื้อเยื่อบุมดลูก แต่อยู่ผิดที่ แล้วเพิ่มจำนวนและหลุดลอกตัวตามระดับฮอร์โมน คือมีรอบเดือน แต่เลือดออกมาทางช่องคลอดมิได้ จึงขังรวมอยู่ในแอ่ง ไม่ถูกดูดซึมไป เกิดเป็นถุง (cyst) สะสมเลือดระดูเก่าๆ ไว้ มากเข้าก็มีขนาดใหญ่ขึ้น เลือดเก่าๆ จะมีลักษณะเหลวข้นสีน้ำตาลคล้ายช็อคโกแลต จึงเรียก “ช็อคโกแลตซีสต์”

อีกทฤษฎีหนึ่ง อธิบายสาเหตุว่ามาจากเลือดระดูปกติไหลย้อน หรือท้นกลับออกไปทางท่อนำไข่ แล้วตกลงในช่องท้อง ฝังตัว แล้วตอบสนองต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีข้อยืนยันจากการพบเลือดระดูในอุ้งเชิงกราน ของผู้ป่วยที่บังเอิญต้องรับการผ่าตัดช่องท้อง ในขณะกำลังมีระดู หรือเพิ่งหมดระดูใหม่ๆ ได้บ่อยๆ

ทำไมมีบุตรยาก อธิบายเป็นกลไกทางกายภาพ คือ มีพังผืดในเชิงกราน ขัดขวางการเดินทางของไข่ตามเส้นทางปกติ ในภาวะที่รุนแรงน้อย ก็อาจยังไม่ขัดขวาง แต่ก็ยังอาจเกิดได้จากไข่ไม่ตก, มีระดับฮอร์โมนโปรแลคตินสูง สารเคมีที่สร้างโดยเนื้อเยื่อบุมดลูกที่เจริญผิดที่ อาจรบกวนการเจริญของไข่ อาการเจ็บจากการร่วมเพศ ตลอดจนปริมาณแมคโครเฟ็จในน้ำในช่องคลอดเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และทำงานมากกว่าปกติ คอยเก็บกินตัวอสุจิที่วิ่งผ่าน จากหลอดมดลูกเข้าไปในช่องท้อง ทำให้โอกาสปฏิสนธิลดลง อีกทั้งยังสร้าง cytokines หลายชนิด เช่น interleukin–1, interferon และ tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งสารเหล่านี้จะดึงเอาแมคโครเฟ็จ และเม็ดเลือดขาวเข้าสู่ช่องท้องมากขึ้น ทำให้เกิดวงจรของปฏิกิริยาอักเสบต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา และยังมีผลรบกวนการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ และการปฏิสนธิ

การกลับเป็นซ้ำ (Recurrence)

พบได้ 5 – 20% ต่อปี โดยโอกาสสะสมที่จะเป็นซ้ำในระยะ 5 ปี, 7 ปี พบได้ถึง 40 และ 56% ตามลำดับ เข้าใจว่าเป็นเพราะการรักษาภาวะนี้ เพียงแต่กดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อไว้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หายขาดอย่างแท้จริง ส่วนการผ่าตัด ก็ยังมีเนื้อเยื่อที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คงเหลืออยู่ กรณีมีบุตรพอแล้ว จึงมักพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดทิ้งหมดทั้งมดลูก และรังไข่

แนวการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน

มักเริ่มจากยาแก้ปวด ชนิดสารต้านพรอสตาแกลนดินส์ ให้ฮอร์โมนเพศ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ในรายที่รุนแรงจึงใช้วิธีผ่าตัด ทั้งส่องกล้อง และเปิดหน้าท้อง โดยอาจใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ สังเกตอาการ ตลอดจนใช้วิธีเด็กหลอดแก้ว หรือใส่อสุจิและไข่เข้าไปที่หลอดมดลูก ฯลฯ แก้ปัญหาการมีบุตรยาก

  • ปัญหาคือ ทำไมเกิดการฝังตัวของเนื้อเยื่อที่มากับระดู หรือมีเลือดออกในช่องท้องแล้วไม่ถูกร่างกายดูดซึมทำลายไปเหมือนคนทั่วไป
  • คำตอบหนึ่ง สันนิษฐานไปที่การดูดซึมบกพร่องของผนังเนื้อเยื่อในช่องท้อง หรือผนังเซลล์เยื่อบุมดลูกไม่ถูกย่อยสลายไปตามปกติ อาจเกิดจากการที่ผนังเซลล์เป็นแบบไม่ละลาย คือเป็นไขมันอิ่มตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะไขมันทรานส์

มีการทดลองในสัตว์ พบว่าน้ำมันปลาช่วยลดความรุนแรงของโรคนี้ (endometriosis) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน อันเกิดเนื่องจาก endometriosis อีกด้วย จึงเป็นที่เข้ากันได้กับงานวิจัยที่พบว่าน้ำมันปลา โอเมก้า3 ช่วยทุเลาภาวะนี้ จากการถูกนำมาสร้างเป็นผนังเซลล์ ผนังเยื่อบุที่ดี ตลอดจนฤทธิ์ต้านอักเสบของ EPA ทำให้อาการปวดทุเลาเบาบางลง

  • การตัดมดลูก หรือเจาะดูด ผ่าตัดซีสต์ น้ำช็อคโกแลต (เลือดเก่า) ออกมาทิ้ง จึงมิใช่การแก้ไขต้นเหตุ เพราะเชื้อหรือเนื้อเยื่อบุมดลูกที่ปล่อยเลือดระดูยังมีติดค้างอยู่ ยังพร้อมรับสัญญาณกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศ เมื่อสะสมเลือดระดูไว้มากๆ แล้วซึมออกไม่ได้ กลายเป็นซีสต์ขนาดใหญ่ก็จะเกิดอาการเจ็บปวดตามมา การเป็นซ้ำ เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมในที่สุดได้
  • ส่วนการตัดรังไข่ ต้นเหตุแห่งฮอร์โมนก็มีผลเสียรุนแรง จากการขาดฮอร์โมนเพศตามมามากมาย

การรักษาทางการแพทย์มักใช้ฮอร์โมนเพศเป็นตัวกำกับให้ผนังเยื่อบุทำตัวเสมือนเกิดการตั้งครรภ์เทียม เพื่อให้ไม่มีการตกเลือด หรือปล่อยให้เสื่อมสภาพหรือฝ่อลง แต่ก็มีข้อเสียคือ มีอาการข้างเคียงสูง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกทางช่องคลอด ส่วนการทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ ก็ใช้เพียงชั่วคราวก่อนผ่าตัด

อีกวิธีคือ แนะนำให้ตั้งครรภ์จริง เพื่อให้ไม่เกิดการตกเลือดระดู ซึ่งวิธีนี้ต้องไม่มีซีสต์ขนาดใหญ่ตกค้างอยู่ และเป็นวิธีรักษาชั่วคราว

จะเห็นได้ว่า การแก้ไขที่ต้นเหตุ คือทำอย่างไรให้ผนังเยื่อบุอวัยวะ เยื่อบุช่องท้อง มีการดูดซึมถ่ายเทได้ปกติ เป็นการทุเลาอาการ ตลอดจนขจัดต้นเหตุโรคได้อย่างแท้จริง

การใช้ชีวโมเลกุลน่าจะเป็นหัวหอกในการรักษาระยะแรก ส่วนระยะยาว คือการเลี่ยงไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุลยาว และไขมันทรานส์ โดยใช้น้ำมันมะพร้าว VCO ปรุงร้อน แทนน้ำมันพืชทั้งหลาย ร่วมกับการรับประทานน้ำมันปลาอย่างเต็มอัตราสารอาหารที่สมควรได้รับนอกเหนือจากการเพิ่มน้ำมันปลา เลี่ยงไขมันทรานส์ทั้งหลายแล้ว ก็คือ แมกนีเซียม ทีมสารต้านอนุมูลอิสระ ตลอดจนส่งเสริมภูมิคุ้มกันเพิ่มเม็ดเลือดขาวทำลายล้าง ซึ่งก็คือ เบต้ากลูแคน สารเสริมสังกะสี ไปถึงเซลล์ชีวโมเลกุลที่ซ่อมต่อมไทมัส เสริมสมรรถนะของตับ